นักรบจันทรา ตอนที่ 12

กระทู้สนทนา
จะขอกล่าวถึงดินแดนที่เวเบอร์เกิดซึ่งอยู่คนละมิติกับเรมิตส์ตามท้องเรื่อง โลกแห่งนั้นมีชื่อว่าอิเดน มีเหล่าเทพเป็นสี่เสาหลักคอยค้ำจุน ผ่านช่วงเวลาแห่งการปกครองแบบต่างๆมากมาย ทั้งปิศาจ และเหล่าเทพ มีเผ่าพันธุ์ต่างๆมากมายรวมไปถึงภาษาพูด วัฒนธรรมความเชื่อ หากปัจจุบันดาวทั้งดวงต่างบูชาเสาหลักทั้งสี่เยี่ยงชีวิต

    ตามตำนานของดาวดวงนั้น จอมเทพสูงสุดหนึ่งในสี่เสาหลักจำศีลพร้อมกับเทพเจ้าของเหล่าปิศาจ เพื่อรอให้แปดนักรบเทพถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนั้นและต่อสู้ร่วมกับสี่เสาหลัก โดยวันนั้นจะเป็นวันพิพากษาว่าดินแดนที่มีชื่อว่าอิเดนสมควรดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ แปดนักรบจะถือกำเนิดคู่กับแปดผู้กล้า ขณะนี้คนที่หนึ่งถือกำเนิดขึ้นแล้ว นางเป็นคนเผ่าเทพซึ่งแต่งงานกับผู้กล้าคนแรก และทั้งคู่คือพี่บุญธรรมของเวเบอร์นั่นเอง!

    ด้วยเหตุผลบางประการทำให้เวเบอร์ถูกตามล่าโดยหนึ่งในสี่เสาหลัก แม้ต้องซ่อนตัวกระนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงคลื่นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง บางสิ่งที่สี่เสาหลักวางแผนไว้กำลังดำเนินไปด้วยดี จนเขาเข้ามาทำให้มันสะดุดไม่เป็นจังหวะที่ถูกต้อง จำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

    แม้จะบอกว่าซ่อนตัวแต่เวเบอร์ไม่ได้หลบพ้นสายตาของสี่เสาหลักเลย ราวกับเป็นหมากตัวหนึ่งที่อยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้น และการเดินของหมากตัวนี้จะถูกชี้นำโดยสี่เสาหลักโดยใช้เส้นเชือกที่เรียกว่าชะตากรรม

    ถึงจะเป็นน้องของผู้กล้าและนักรบเทพ แต่เวเบอร์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่อาจรู้สิ่งที่สี่เสาหลักกำลังคิดได้ ทำได้แค่เดินตามทางที่ตนเชื่อเท่านั้น กระทั่งได้พบกับหนึ่งในสี่เสาหลัก ผู้ที่น่าจะกำลังจำศีลอยู่ เป็นเพียงร่างแยกที่กำลังหลบสายตาสี่เสาหลักคนอื่นๆด้วยเหตุผลส่วนตัว

    “เจ้าแค่ทำตัวตามปกติ รับใช้และช่วยเหลือทั้งผู้กล้าของมนุษย์และจอมอสูรนายเจ้า เมื่อเวลามาถึงเจ้าจะรู้สิ่งที่ต้องทำต่อไปเอง ที่สำคัญตอนนี้คือปล่อยให้เวลาเยียวยาส่วนที่เกิดผลกระทบด้วยตัวของมันเอง อนาคตนั้นมีเพียงนางผู้หยั่งรู้เท่านั้นที่มองเห็น แม้แต่ข้าก็บอกไม่ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ยิบย่อยอะไรต่ออีก”

    นั่นคือคำสั่งที่เวเบอร์ได้รับจากหนึ่งในสี่เสาหลักผู้นั้น ต้องเป็นผู้สังเกตการณ์ที่แสนเยือกเย็น กลายเป็นว่าเขาเป็นนกสามหัว หัวหนึ่งภักดีต่อจอมอสูรบั่นทอนเหล่ามนุษย์ หัวหนึ่งร่วมมือกับผู้กล้าช่วยจอมอสูรให้หลุดพ้นจากอำนาจมืด อีกหัวหนึ่งคอยจับตาทั้งสองกลุ่มอย่างเสือซุ่มรอเหยื่อ เพื่อให้พ้นจากโทษทัณฑ์จากหนึ่งในสี่เสาหลัก

    จนก่อนมาสมทบกับผู้กล้าแสงตะวันก็ได้รับข่าวร้ายจากสี่เสาหลักที่เขารับคำสั่งอยู่

    “นางมังกรครึ่งมนุษย์จะต้องตาย นางจะสังเวยชีพเพื่อความรักที่ไม่ได้รับการตอบแทน”

    “เพราะข้าหรือขอรับ” เวเบอร์กล่าวทั้งน้ำตา เขารักนางมังกรครึ่งมนุษย์อโฟเดลมาก หากเขายอมตัดใจเพราะนางรักเพื่อนของเขาและตัวเขามีคนรักเก่าอยู่แล้ว

    “ไม่เชิง ตามที่ควรเป็นนางต้องฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ท่านพี่ข้าต้องการใช้ร่างและวิญญาณนางเพื่อสร้างนักรบขึ้นมา จึงใช้การตายของนางเป็นประโยชน์ ท่านพี่ข้าก็เป็นเสียแบบนี้ เด็ดเดี่ยวจนเกือบไร้เมตตา”

    “โปรดอธิบายด้วย”

    “แต่เดิมหน้าที่ในการสลักอาคมป้องกันเวทมนตร์เป็นหน้าที่ของสตรีนางนั้น ในเมื่อเจ้าเข้ามาก่อกวนเป็นตัวละครใหม่ตามอำเภอใจท่านพี่ข้าจึงคิดทำบ้าง เป็นโครงการสร้างนักรบที่มีพลังอำนาจตั้งแต่เกิด...ตอนนี้เจ้าติดต่อกับข้านั่นหมายถึงเจ้าอยู่ภายใต้อำนาจของข้า พี่ข้าจึงเลิกลงมาล่าเจ้าด้วยตัวเอง กลับสร้างนักรบขึ้นมาจากวิญญาณและซากศพเพื่อเอาชีวิตเจ้าแทน จับพลัดจับผลูอาจลากข้ากลับไปทำงานน่าเบื่อได้อีกด้วย”

    “แล้วเหตุใดต้องเป็นนางด้วยขอรับ”

    “เป็นจุดอ่อนของพระนาง ข้าหมายถึงพี่ข้า นางเคยเห็นความรักกำราบข้าได้แล้วครั้งหนึ่ง จึงคิดว่ามันจะได้ผลอีกเป็นครั้งที่สอง และพวกเจ้าพี่น้องเปรียบเสมือนปีกข้างหนึ่งของข้า นางจึงคิดกำจัดเจ้าด้วยวิธีเดียวกัน แต่ตัวนางไม่เคยมีรักแท้จริงทำให้ไม่เข้าใจความรักดีพอ ได้แต่ค้นหาผู้ที่มีทั้งพลังและความรักมาใช้เป็นอาวุธปราบเราสองคนให้อยู่ในกำมือ หารู้ไม่ว่าตัวข้าก็มีแผนเช่นกัน”

    เวเบอร์ครุ่นคิด อโฟเดลมีความพร้อมอย่างที่เทพีหนึ่งในสี่เสาหลักต้องการ พลังมหาศาลและความรักที่ไร้ดอกผล การตายของนางจะไม่ใช่แค่การสิ้นชีพ แต่จะเป็นการสร้างนักรบขึ้นมาต่อกรกับเขาโดยเฉพาะ

    “ไม่มีทางเลี่ยงหรือขอรับ อย่างน้อยข้าก็อยากให้นางตายอย่างสงบ”

    หนึ่งในสี่เสาหลักส่ายหน้า

    “เพราะความรักที่เจ้ามีต่อนางผู้นั้นแรงกล้าจนไม่อาจลบล้างได้ นั่นทำให้พี่ข้าสนใจนางมังกรครึ่งมนุษย์ตนนั้น แล้วก็หญิงอีกคนที่จิตใจเปี่ยมไปด้วยความรัก หากเจ้าทำได้ดีพอพี่ข้าอาจใช้มนุษย์ผู้นั้นแทน จะเป็นเช่นไรแม้แต่ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ ขึ้นกับว่าพระนางประเมินเจ้าสูงหรือต่ำ ข้ารู้ว่าเจ้าปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าหน่วยราชมัลที่หนึ่งของพระนาง แสดงว่าเจ้าถูกประเมินไว้สูงมาก ควรระวังไว้ดีกว่า”

    แล้วเวเบอร์ก็มาพบอโฟเดลพร้อมกับผู้กล้าแสงตะวัน เพื่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย คราวแรกที่รู้ว่านางชอบกับไบรอัน มิตรภาพและความริษยาโรมรันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายมิตรภาพของพวกเขาก็ชนะ เขาหวังแค่ให้ไบรอันรักตอบนางบ้าง

    “ข้าต้องใช้อาคมกับเจ้าอโฟเดล เพื่อให้แม่ทัพในจักรวรรดิเชื่อว่าเจ้าตกอยู่ใต้อำนาจของข้าแล้วจริงๆ” ผู้กล้าแสงตะวันเอ่ยอย่างแช่มชื่น ไม่รู้อนาคตเลยสักนิดว่ามีสิ่งใดรออยู่

    “จริงด้วยข้าลืมถามไป! หากนางเป็นสายแล้วทำไมตอนแรกเราต้องสู้กันแทบล้มประดาตายด้วย” ไซเรน่าทำปากยื่น

    “เราต้องแสดงเพื่อตบตาจอมปิศาจ ข้าบอกไปแล้วนี่นาว่าต้องเล่นละครต่อสู้กันให้สมศักดิ์ศรีระหว่างมนุษย์กับจอมอสูร” แล้วผู้กล้าแสงตะวันก็เริ่มอรรถาธิบายความสำคัญของแผนการระหว่างเขากับเวเบอร์อีกครั้ง ว่าทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือพ่อของดาริอุสพร้อมทั้งขัดเกลาดาริอุสให้สมกับเป็นนักรบจันทราด้วย

    “นักรบจันทราหรือ แล้วทำไมอาวุธคู่มือของข้าจึงเป็นดาบแสงตะวัน กระบี่ดาบแสงตะวันล่ะ น่าจะเป็นกระบี่จันทราหรืออะไรที่มีชื่อเกี่ยวกับดวงจันทร์สิ” ดาริอุสโอดโอยบ้าง มีเพียงไซเรน่าที่หัวเราะแห้งๆให้ ไบรอันกับเวเบอร์นิ่งขึงเพราะกำลังพูดเรื่องจริงจังกันอยู่

    “ในอนาคตมันจะกลายเป็นดาบจันทราแน่นอน” ไบรอันตอบนุ่มๆ

    “เรามาพูดเรื่องของเราก่อนดีกว่า” เวเบอร์ในร่างอัศวินคัดท้ายการสนทนาให้เข้ารูปเข้ารอย “เจ้าต้องใช้อาคมกับนางจริงๆไบรอันเพราะทางข้าตรวจสอบได้ และไม่หยุดล่าคนทรยศแน่นอน ให้นางอยู่ในฐานะตัวประกันในการควบคุมจะปลอดภัยกว่า”

    “ถ้าไม่ติดว่านางจะมีอันตรายถ้าเล่นบทสายลับต่อก็อยากฝากนางไว้กับเจ้าเหมือนกัน”

    “ไม่ถามนางก่อนหรือ ฝ่ายหญิงยังไม่บอกเลยว่ายอมด้วยหรือไม่” ไซเรน่าแทรกอย่างสุภาพเกินปกติ

    “มาถึงขั้นนี้นางหมดทางเลือกแล้วไซเรน่า ให้อยู่ในฐานะนักโทษก็ถูกทำร้ายรีดความลับ ปล่อยไปก็โดนล่าในฐานะคนทรยศเป็นสายให้ข้าอีก มีแต่ต้องให้นางร่วมเดินทางไปกับเราเท่านั้น เหมือนดาริอุส แต่เพื่อปกป้อง ไม่ใช่ขัดเกลา คงไม่มีข้อโต้แย้งข้านะอโฟเดล”

    “เพื่อท่าน ข้ายอมทุกอย่าง” นางมังกรครึ่งมนุษย์ตอบตกลงทันที

    แล้วผู้กล้าแสงตะวันก็เริ่มพิธีกรรมเพื่อสะกดมังกรครึ่งมนุษย์ให้อยู่ภายใต้การควบคุม เสียงสวดกล่าวขานถึงเทพเจ้าองค์เดียวแห่งพิภพนี้ มือทั้งคู่วาดเส้นบนอากาศเป็นลวดลายเบื้องหน้าเป้าหมายที่ต้องการ จากนี้นางจะเป็นทาสของเขา เมื่อทางการมาตรวจสอบวันพรุ่งนี้นางก็จะออกจากห้องขังได้อย่างปลอดภัย...


    วันรุ่งขึ้นนางมังกรครึ่งมนุษย์ก็ได้รับการปล่อยตัวในฐานะพวกพ้องของผู้กล้าแสงตะวัน และได้รับเกียรติให้พักในมหาราชวังกับพวกไบรอันด้วย เพราะซักซ้อมกันอย่างดี เมื่อนางถูกซักถามโดยมหาอุปราช และเสนาธิการซึ่งเป็นน้องฝาแฝดของดาริอุสก็ไม่หลุดความลับที่ไม่ควรเปิดเผยออกมา

    ถึงตอนนี้ไบรอันคิดแผนการไม่ออก ได้แต่ประวิงเวลาด้วยการเขียนรายงานเกี่ยวกับฝ่ายมืดที่อ้างว่าได้รับมาจากอโฟเดล ปล่อยให้ผู้ติดตามกับนางอัศวินมังกรเที่ยวเล่นสบายใจเฉิบ ปล่อยให้เขารอให้อโฟเดลเป็นผู้เดินหมากต่อโดยไม่รู้ตัว

    “...แล้วนางก็บอกข้า ว่าท่านหญิงโรเซลลิน่ามีแผนร้ายอยู่จึงมาตีสนิทด้วย ท่านว่าอย่างไร” ยามบ่ายวันหนึ่งดาริอุสเข้ามาในห้องแล้วพูดเกี่ยวกับท่านหญิงโรเซลฯ ไบรอันเคาะนิ้วกับโต๊ะหนังสือคิดว่าควรบอกเพื่อนตามตรงไหม แล้วความซื่อสัตย์ก็ชนะ

    “พระนางมีแผนจริงๆดาริอุส พระนางคิดใช้เจ้าเป็นหลักประกันป้องกันตัว เพื่อ...”

    ไบรอันพูดไม่ทันจบลูกแก้วใสกระจ่างพลันปรากฏขึ้นกลางห้อง ฉายภาพท่านหญิงโรเซลฯหันมามองผู้กล้าแสงตะวันด้วยสายตาขุ่นเคือง ดาริอุสผวาเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาสีฟ้าเปี่ยมอำนาจของพระนาง ไบรอันถอนใจเฮือก แสดงว่าพระนางแอบดูตลอดเวลาจริงๆ

    “อย่าปากมากท่านผู้กล้า!” พระนางในลูกแก้วพูดเสียงหนักหน่วง

    “แล้วฝ่าบาทคิดว่าข้าบาทจะฟังใคร เจ้าชายมาเวอร์ริคที่อยู่ตรงหน้า กับฝ่าบาทที่ติดต่อเข้ามาทางเวทมนตร์ แค่ข้าบาทส่งคลื่นรบกวนฝ่าบาทก็แอบดูต่อไม่ได้แล้ว”

    “ท่านมีแผนจะทำอะไร ท่านโรเซลลิน่า” ดาริอุสถามซื่อๆ ไบรอันหัวเราะในใจคิดว่าสิ่งนี้คืออาวุธชั้นยอดในการปะทะกับพระนางโรเซลฯ “ข้าเป็นคนปากหนัก รับรองว่าไม่บอกใครหรอก”

    “ความจริงข้าไม่อยากบอกแต่ในเมื่อท่านเป็นคนถาม” พระนางโรเซลฯดูอ่อนโยนขึ้นทันตา “ข้าอยากได้ที่พักพิงหลังองค์ฮ่องเต้ทรงพร้อมปกครองเมืองได้แล้ว”

    ไบรอันหลุดหัวเราะออกมา ท่านหญิงโรเซลฯถลึงตามองค้อนกลับ

    “ท่านคงรู้ว่าองค์ฮ่องเต้ของข้ายังทรงเยาว์วัยนัก หากข้าซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการมีเจ้าชายของจักรวรรดิเป็นพระคู่หมั้นก็จะไม่มีข้าหลวงเลวๆกล้ำกลาย”

    ดาริอุสร้องด้วยความประหลาดใจ เพราะได้ฟังมาแต่แรกว่าเป็นแผนการร้าย

    “แล้วเหตุใดต้องเป็นข้าด้วย” เจ้าชายนอกวังกล่าวอย่างประหลาดใจ

    “ก็ไม่อยากหรอก แต่ข้าสนใจกระบี่ของท่านว่ามันทำงานอย่างไร จึงต้องสนใจท่านด้วยเพื่อการเข้าถึงทางเวทมนตร์”

    “ข้าเป็นคนโง่ไม่เข้าใจเรื่องเวทมนตร์หรอก แต่สังหรณ์ใจว่าข้าต้องมีเอี่ยวกับแผนการของท่านด้วย” ดาริอุสจ้องหน้าท่านหญิงอย่างจริงจัง “มองตาข้าสิท่านหญิง ท่านพ่อบุญธรรมของข้าสอนเสมอ คนโกหกมักไม่มองตาคน”

    ไบรอันกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นท่านหญิงโรเซลฯหน้าแดงก่ำมองตาผู้ติดตามของเขา

    “ท่านไม่ได้มีแผนการร้ายใช่ไหม” ดวงตาสีน้ำตาลกับฟ้าจ้องมองกันราวกับเค้นความจริงจากอีกฝ่าย “บอกข้าได้นะ”

    ท่านหญิงโรเซลฯนิ่งอยู่อึดใจแล้วเชิดจมูก ทำเป็นไม่ใส่ใจอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น

    “แล้วจะทำไม แผนของข้าไม่มีผลถึงท่านสักหน่อย ไม่ต้องกลัวหรอก”

    “ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอก ข้าห่วงว่าหากเป็นเรื่องร้ายคนอื่นจะเสียหายและเดือดร้อน น้องของข้าเพิ่งสอนข้าเรื่องการเมืองมา เราเป็นราชวงศ์จะต้องเกื้อกูลประชาชนและเป็นที่พึ่ง ไม่เอารัดเอาเปรียบและข่มเหงผู้คนที่มียศศักดิ์ต่ำกว่า ข้าโตมากับคนธรรมดาจึงเข้าใจดีว่าแบบไหนคือขุนนางดีขุนนางเลว”

    “หากท่านขอ ข้าก็จะทำให้มีคนเดือดร้อนน้อยที่สุด!” ท่านหญิงดูจะทนสายตาวิงวอนของดาริอุสไม่ไหว รีบร้อนตอบกลับมาอย่างเร่งรีบ

    “แค่นี้ข้าก็ขอบคุณท่านมากแล้ว ข้ามีเรื่องต้องศึกษาเกี่ยวกับราชวงศ์อีกมากมาย อาจต้องขอความช่วยเหลือจากท่านด้วย”

    “ก็ไม่ได้อยากฟังคำขอบคุณหรอกนะ บอกแล้วว่าข้าต้องการท่านเพื่อศึกษาอาวุธชิ้นนั้น” ท่านหญิงทำหน้าตาเหมือนเพิ่งแตกเนื้อสาว หัวหูแดงฉานเหมือนผลมะเขือเทศ พูดประโยคสุดท้ายด้วยเสียงอ่อยเหมือนจะลืมว่าไบรอันอยู่ตรงนั้นด้วย “และข้าอยากฟังคำอื่นมากกว่า”

    “ท่านอยากได้ยินอะไรหรือ” ดาริอุสยกเสียงถามด้วยความซื่อ ไบรอันกระแอมให้ท่านหญิงรู้ตัวว่ามีบุคคลที่สามอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

    “ได้ยินว่าข้ามีประโยชน์กับท่านอย่างไรละ แล้วก็รับข้าเป็นพระคู่หมั้นด้วย” ท่านหญิงโรเซลฯแก้ตัวจนผมเผ้ารุงรัง “แค่นี้นะ ข้ามีธุระอื่นอีก” แล้วการติดต่อจากท่านหญิงแผนสูงก็จบลง

    “พระนางเป็นอะไรของนางน่ะ” ดาริอุสหันมาถามไบรอันอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว...

(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่